กำจัดตัวเรือด

เรือด (Bed bug) เริ่มมีข่าวการระบาดในประเทศไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการติดมากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทำให้เป็นปัญหาในโรงแรมที่พักต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย โดย เรือด เป็นปรสิตภายนอกที่คอยดูดเลือดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมและสัตว์ปีก ซึ่งเป็นแมลงที่ถูกจัดอยู่ในอันดับ Hemiptera วงศ์ Cimicidae สามารถพบได้ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ในเขตร้อนพบ Cimex hemipterus เท่านั้น ส่วน Cimex lectularius พบได้ในเขตอบอุ่นและสามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป จึงทำให้พบเรือดชนิดนี้ได้ทั่วโลก

bed-bug-1
 

เรือดมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ์ (Incomplete metamorphosis) ประกอบด้วย ระยะไข่ (Egg) ตัวกลางวัย (Nymph) และตัวเต็มวัย (Adult) โดยลักษณะตัวเรือดในแต่ละช่วงวัยมีลักษณะคล้ายกันจะต่างกันแค่ขนาดตัวและสีของลำตัวที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น เรือดในแต่ละระยะจะต้องกินเลือดอย่างน้อย 1 ครั้ง จึงจะเจริญเติบโตสู่ระยะต่อไปได้ ตัวกลางวัยของเรือดสามารถอยู่ได้นาน 3-4 เดือน โดยที่ไม่ต้องกินเลือด ตลอดชีวิตของตัวเมียสามารถวางไข่ได้มากถึง 500 ฟอง บริเวณที่เรือดชอบวางไข่ ได้แก่ โคมไฟฐานรองที่นอน กรอบไม้ใต้เตียง ใต้ไม้หัวเตียง หัวเตียง ตู้เสื้อผ้า ผ้าม่าน ผ้าม่าน ผนังห้อง รูหรือรอยแตกบนผนัง ฯลฯ จากระยะไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 6-8 สัปดาห์ ทั้งนี้อัตราการเจริญเติบโตขึ้นอยู่ อาหาร และอุณหภูมิภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

bed-bug-3
เพศเมีย
bed-bug-4
เพศผู้

bed-bug-5
 

เรือดมีปากแบบเจาะดูด (Piercing sucking) จึงทำให้สามารถกัดดูดกินเลือดคนได้ ส่วนมากแล้วจะพบเรือดกัดดูดเลือดคนในเวลากลางคืน รวมถึงในที่มืดด้วย ผู้ที่ถูกเรือดกัดรู้สึกคันเนื่องจากอาการแพ้น้ำลายของเรือด ต่อมาอาจพบอาการบวมผื่นแดง และผิวหนังอักเสบในบริเวณดังกล่าวได้ นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2554 นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาค้นพบว่าเรือดเป็นพาหะสำคัญในการแพร่เชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ซึ่งดื้อต่อยาปฏิชีวนะ Methicillin และ Vancomycin-resistant Enterrococus faecium (VRE) ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ Vancomycin นอกจากนี้แล้วผลการทดลองจากห้องปฏิบัติการยังพบว่า เชื้อโปรโตซัวที่สำคัญบางชนิดอย่าง Leishmania donovani และ L. tropica และไวรัสตับอักเสบชนิดบี

bed-bug-6
แผงไม้ประดับหัวเตียง
bed-bug-7
แผงผ้าประดับหัวเตียง
bed-bug-8
ผ้าคลุมที่นอนด้านล่าง
bed-bug-9
บนที่นอน
bed-bug-10
ตัวเรือดบริเวณตะเข็บที่นอน
bed-bug-11
รอยมูลดำของตัวเรือด
bed-bug-12
คราบของตัวเรือดที่ลอกทิ้งไว้
bed-bug-13
ไข่ของตัวเรือด

(Hepatitis B) สามารถเจริญได้ในตัวเรือด แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเรือดสามารถเป็นพาหะถ่ายทอดเชื้อโปรโตซัวและเชื้อไวรัสดังกล่าวมาสู่คน

การป้องกันกำจัดเรือดต้องอาศัยวิธีการจัดการแบบผสมผสานจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วยวิธีการทางกายภาพ ที่อาศัยความร้อนเป็นตัวกำจัดเรือด โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิภายในห้องสูง 50 องศาเซลเซียส อบห้องนานกว่า 3 ชั่วโมง หรืออบด้วยอุณหภูมิ 60 องศาเซลซียส ระยะเวลา 1 ชั่วโมง และการใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วยกำจัดตัวเรือดในบริเวณพรม หรือโซฟา แต่เมื่อใช้เครื่องดูดฝุ่นเสร็จต้องกำจัดตัวเรือดที่อยู่ในถุงเก็บฝุ่นด้วยความร้อน หรือแช่ในน้ำละลายผงซักฟอกเข้มข้น นอกจากนี้การปรับสภาพแวดล้อมให้ไม่เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของตัวเรือดอย่างการลดความชื้นในพื้นที่ ยังเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้จำนวนตัวเรือดเพิ่มประชากรในพื้นที่ของเราได้อีกด้วย และสุดท้ายคงหนีไม่พ้นการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเรือด ซึ่งจากการศึกษาประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดแมลงประเภทผสมน้ำฉีดพ่น พบว่าสารเคมีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการศึกษาครั้งนี้พบว่า Imidacloprid, Chlorfenapyr และ Fipronil ตามลำดับ นอกจากความมีประสิทธิภาพของสารเคมีที่เลือกใช้จะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญแล้ว ขั้นตอนการจัดการตัวเรือดยังต้องอาศัยความละเอียดในการสำรวจสถานที่ และความละเอียดของการทำงานในแต่ละขั้นตอนด้วย